หน้าเว็บ

1. DSM (1) – จุดกำเนิด DSM

DSM31
1. DSM (1) – จุดกำเนิด DSM
ที่มาขอคำว่า DSM มาจากอะไร
DSM ย่อมาจาก DenSri Method มาจากชื่อนักลงทุนที่ชื่อเด่นศรี เป็นคนคิดค้นวิธีการเล่นหุ้นเพื่อการลงทุนด้วยวิธี Short Against Portเป็นคนแรกที่กล้าเปิดเผยวิธีการลงทุนเช่นนี้ และคนตั้งชื่อ DSM คือนักลงทุนชื่อ คลายเครียด (Endophine) เจ้าของ คลายเครียดเรโช อันโด่งดัง ในวันที่ 6 ส.ค.2547 ได้ตั้งชื่อ DSM=DenSri Method หรืออีกความหมายหนึ่งคือ DSM= Descending Sell Method และเพื่อเป็นเกียรติแก่คุณเด่นศรีที่ได้เปิดเผยเคล็ดลับสู่อิสรภาพทางการเงิน หลังจากนั้นชื่อ DSM ได้ถูกเรียกขานจากนักลงทุนเมื่อพูดถึงแนวทางการเล่นหุ้นเพื่อลงทุนสร้างหุ้นและกระแสเงินสดแฝง
แล้ววันที่ 18 ส.ค. 2547 คุณ MacroArt ได้ เสนอชื่อคลับว่า คลับนักเล่นหุ้นเพื่ออิสรภาพทางการเงิน ซึ่งมีความหมายถึงหนังสือ Rich Dad Poor Dad และสุดท้ายก็ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “คลับเพื่ออิสรภาพทางการเงิน” วันที่ก่อตั้งคลับแห่งนี้วันที่ 25 ส.ค. 2547 เป็นวันแรกที่มีอยู่อย่างเป็นทางการของนักลงทุนด้วยวิธีDSM ด้วยประการนี้เอ่ย

2. DSM (2) – หัวใจและแนวคิดของ DSM

DSM24   
2. DSM (2) – หัวใจและแนวคิดของ DSM
หัวใจของการลงทุนหุ้น DSM คือ แผนการลงทุนและระบบบัญชี และเป้าหมายสูงสุดของการลงทุนหุ้น DSM คือ การสะสมจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นและสร้างกระแสเงินสดแฝง
ถ้าลงทุนหุ้นตามแผนการลงทุนที่วางเอาไว้อย่างเคร่งครัดแล้วไม่ต้องสนว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น(Uptrend) หรือขาลง (Downtrend) ถ้าได้ถึงระดับนี้ ท่านได้เป็นถึงระดับ Master ซึ่งได้เลื่อนขึ้นมาจากระดับ Basic แล้วนั้นเอง และเมื่อเราทำตามแผนการดีเยี่ยมนี้แล้วจะค้นพบว่าวิธีDSM ตอนเล่นหุ้นขาขึ้นได้ดีกว่าตอนเล่นหุ้นขาลง (ต้องศึกษา สูตร 3-0-2-8 อย่างละเอียดแล้วจะได้คำตอบที่ต้องการ)
แนวคิดของ DSM
สะสมจำนวนหุ้นให้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเงินเพิ่ม” เหมือนกับแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์การใช้ทรัพย์กร (เงิน) ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ลองนึกว่า ถ้าคุณมีบ้านให้เช่า ทุกเดือนจะได้ค่าเช่า ค่าเช่าที่ได้นี้ให้สะสมเก็บไว้ เมื่อได้มากพอก็นำไปลงทุนเพิ่ม จากบ้าน 1 หลัง กลายเป็น 2 หลัง จาก 2 หลังกลายเป็น 4 หลัง จาก 4 หลังกลายเป็นโรงแรม (แนวคิดดั้งเดิมจากเกมเศรษฐี ที่คุณโรเบิร์ต ที คิโยซากินำมาประยุกต์และเพิ่มเติมกลายเป็นเกม Cash Flow)
ทำไมไม่ควรลงทุนเงินเพิ่ม เพราะสิ่งที่เราลงทุน สิ่งนั้นมันต้องสร้างตัวมันเอง เหมือนกับการให้เงินแต่ละเหรียญทำงานให้ท่าน เพื่อให้มันออกลูกออกหลานเฉกเช่นฝูงปศุสัตว์ในทุ่งหญ้าซึ่งจะช่วยนำรายได้มาสู่ท่าน เป็นกระแสความมั่งคั่งที่หลั่งไหลเข้าสู่ถุงเงินของท่านอย่างไม่ขาดสาย(จากหนังสือเศรษฐีชี้ทางรวย)
แนวคิดวิธีDSMนี้ คาดว่านักลงทุนต่างชาติทำคล้าย ๆ กัน ให้ลองสังเกตดู วันไหนเค้าขายวันนั้นหุ้นตก เพราะเค้าคงดูภาวะตลาดเหมือนกัน ถ้าหุ้นลง เค้าก็ขายตาม ไม่ฝืนตลาด โดยเฉพาะขายแล้วต้องลง เพราะเค้าจะได้ซื้อคืนในราคาถูกกว่าที่ขาย ถ้าวันไหนเค้าซื้อ หุ้นก็ขึ้น เพราะเค้าคิดว่า ถ้าซื้อแล้วหุ้นต้องขึ้น อีกอย่างหนึ่งถ้าซื้อหุ้นมาไว้ในมือ ใครๆก็ต้องอยากให้ราคามันขึ้นไปเรื่อย ๆ แม้จะมีแค่เพียง 100 หุ้น ก็ยังอยากให้ราคามันขึ้น จะได้ขายเอากำไร ยิ่งมีเป็นล้านหุ้น ยิ่งต้องอยากให้หุ้นขึ้น แต่ทำไมนักลงทุนต่างชาติที่มีหุ้นในมือมหาศาล ทำไมไม่ชอบให้หุ้นขึ้น แต่ชอบให้ขึ้น ๆ ลง ๆ และ ลงหนัก ๆ ทำให้คิดว่าหุ้นขาลงมันต้องมีอะไรดีกว่าหุ้นขาขึ้นแน่ ๆ ถ้าหุ้นขาขึ้นได้กำไร แสดงว่าหุ้นขาลงมันน่าจะอภิมหากำไรเลย และด้วยวิธีนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติจึงมีหุ้นเอามาขายได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดสิ้นสักที
เรานักลงทุนหุ้นวิธีDSM ทำตามแนวทางเดียวกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งต่อไปจะมีหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นับจำนวนไม่ได้เลย

3. DSM (3) – คุณสมบัติของนักลงทุนวิธี DSM

 DSM10
คุณสมบัติของนักลงทุนผู้ที่จะใช้วิธี DSM
1. ต้องเป็นนักลงทุนระยะยาว ระยะยาวในที่นี้คือ ตลอดชีวิต เงินลงทุนนี้จะต้องเป็นเงินเก็บจากเงินที่ต้องจ่ายให้ตัวเองอย่างน้อย 10% จากรายได้แต่ละครั้งและรวมส่วนเหลือจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้วและเก็บมาจากรายจ่ายฟุ่มเฟือย (เช่น สุรา เบียร์ บุหรี่ การพนัน เป็นต้น) และห้ามถอนเงินนี้มาใช้เป็นอันขาด เพราะถือว่าเป็นเงินลงทุนตลอดชีวิต ถ้าจะถอนได้ตามสัดส่วนกระแสเงินสดแฝงที่ได้รับเท่านั้น และสามารถให้ทรัพย์สินเป็นมรดกให้กับลูกหลานได้ หรือจะกล่าวว่าวิธี DSM ดีถึงชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่ผิดแต่อย่างใด
2. ต้องมีแนวคิดในการสร้างรายได้จากพอร์ต ไม่ใช่กำไรจากพอร์ต โดยที่ไม่สนใจ มูลค่าพอร์ตที่ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงและสิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกให้ออกก่อนว่า ความแตกต่างระหว่างทำกำไรส่วนต่างกับการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ ถ้าแยกได้แล้วจะลงทุนตามแนวทางนี้ได้สำเร็จ
3. อิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายถึงความร่ำรวยมีเงินหลายร้อยล้านพันล้านบาท แต่หมายถึงการมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง มีอิสระที่จะทำสิ่งที่ต้องการทำ อิสรภาพทางการเงินไม่ได้วัดที่จำนวนเงินที่มี แต่วัดกันที่ "ใครมีเวลาเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการมากกว่ากัน"
4. ต้องมีวินัยในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนด้วยวิธี DSM ถ้าหากเลิกกลางคัน จะเกิดความเสียหายมาก ถ้าเลิกก่อนเวลาอย่างน้อย 2 ปี
5. ต้องมีเป้าหมายในอนาคต เป้าหมายนี้ไม่ใช่เงินจำนวนเท่าใด แต่เป้าหมายที่ต้องตั้งคือ "ฉันจะต้องได้รับเงินปันผลเท่าใดจึงจะพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน" เพื่อจะมีอิสรภาพทางการเงินในแบบที่ต้องการ
6. จิตใจต้องหนักแน่น มั่นคง ไม่วอกแวกกับเสียงทักของนักเก็งกำไรหรือนักพนัน
7. ต้องมีเวลาดูแลพอร์ตอย่างเอาใจใส่
8. ต้องมีความสมัครใจด้วยตัวของนักลงทุนเอง ที่จะเลือกใช้แนวทางDSM นี้ซึ่งไม่มีใครสามารถบังคับได้และถ้าพร้อมแล้วหลังจากศึกษาแนวคิดเข้าใจดีแล้วให้เริ่มสร้าง Model Trade ของแต่ละนักลงทุนเองได้เลย พร้อมกับสร้างหลักการตัววัดผลของความสำเร็จของแต่ละนักลงทุนเองโดยนำเอาตัวอย่างเบื้องต้นจากบทความแห่งนี้เป็นต้นแบบ
9.การลงทุนหุ้นวิธีDSM เสี่ยงหรือไม่ แต่ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การลงทุน แต่อยู่ที่การขาดความเข้าใจในแนวคิดของการลงทุนด้วยวิธีนี้ต่างหาก ซึ่งถ้าไม่เข้าใจถือว่าเสี่ยงมากที่สุดแทนต่างหาก แต่อย่างไรไม่มีอะไรในชีวิตที่ไม่มีความเสี่ยง แต่การลงทุนควรเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงต่ำเสมอดังนั้นการลงทุนหุ้นวิธีDSM จึงเป็นคำตอบ

4. DSM (4) – ทำไมเวลาต้องอย่างน้อย 2 ปี

 DSM
4. DSM (4) – ทำไมเวลาต้องอย่างน้อย 2 ปี
ทำไมเวลาต้องอย่างน้อย 2 ปีด้วย
เพราะจากผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นแบบ DSM จะได้กระแสเงินสดแฝงโดยเฉลี่ยขั้นต่ำอย่างน้อย 3% อาจได้มากกว่านี้ได้ เพราะบางเดือนได้มาก บางเดือนได้น้อยกว่านี้
จากสูตรคำนวณ 72 จำกันได้หรือเปล่า ถ้าเอาเลข 72 ตั้งหารด้วยจำนวน % ต่อปีผลลัพธ์จะได้เท่ากับจำนวนปีที่ทำให้เงินต้นเป็น 2 เท่า
ผลลัพธ์จำนวนปีที่ทำให้เงินต้นเป็นสองเท่า = 72/ (3%x12) = 2 ปี ดังนี้ภายในสองปีจะได้เงินเริ่มต้นเป็นทุกสองเท่า นั้นย่อมแสดงว่า เราสามารถทำให้ได้กระแสเงินสดแฝงเท่ากับจำนวนเงินต้น จึงเป็นที่มาว่าทำไมต้องอยู่กับหุ้นตัวนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี และที่สำคัญตลาดหุ้นเมืองไทยสามารถทำให้คืนเงินต้นได้เร็วยิ่งขึ้นเพราะเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง
ดังนั้นการลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบเร่งลงมือทำ ต้องค่อย ๆ ก้าวเดินแบบทารก และโอกาสของนักลงทุนมีอยู่ทุก ๆ วินาที ต้องมีความ “อดทนเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมาย” ตามที่ได้วางแผนไว้

ตอนที่ 7: การคำนวณหลักประกัน Options

Options8
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน มาถึงตอนนี้คงคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้า SET50 Index Options กันบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาดูวิธีคำนวณหลักประกันในการซื้อขายออปชันกันครับ
clip_image002 เนื่อง จากการซื้อขาย SET50 Index Options ผู้ขายจะเป็นผู้ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการที่จะซื้อดัชนี SET50 ในราคาที่กำหนด ดังนั้น ผู้ซื้อจึงต้องจ่ายค่าพรีเมียมให้แก่ผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อมีความเสี่ยงที่ผู้ขายจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องมีการเรียกวางหลักประกันจากผู้ขายเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่ผู้ขาย จะเบี้ยวนั่นเองครับ
clip_image002[1]ใน การซื้อขายออปชันแบบ Outright คือซื้อขายพุทหรือคอลเพียงชนิดเดียว ผู้ขายจะได้รับเงินค่าพรีเมียมจากผู้ซื้อ และต้องกันเงินส่วนหนึ่งให้เพียงพอกับการวางหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin: IM) โดยผู้ขายจะต้องรักษาระดับหลักประกันให้สูงกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin: MM) และหากหลักประกันต่ำกว่า MM จะต้องวางหลักประกันภายใน13.30 น. ของวันรุ่งขึ้น เพื่อให้หลักประกันกลับไปอยู่ในระดับหลักประกันขั้นต้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากราคาออปชันที่ซื้อขายมีความผันผวนอย่างรุนแรงจนกระทั่งหลักประกันที่มี อยู่ต่ำกว่าหลักประกันขั้นต่ำเพื่อบังคับปิดฐานะ (Force Closed Margin: FM) ทั้งนี้ถ้าผู้ขายไม่สามารถวางหลักประกันเพิ่มเติมได้ภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากมีการแจ้งเตือน โบรกเกอร์จะทำการบังคับล้างฐานะที่ท่านมีอยู่บางส่วนทันทีครับ
clip_image002[2]สำหรับ มูลค่าหลักประกันในการซื้อขาย SET50 Index Options ทาง TFEX ได้กำหนดให้เท่ากับมูลค่าสูงสุดระหว่างค่าหลักประกันความเสี่ยง 2 ค่า สมมติให้เป็น A กับ B บวกด้วยราคาออปชันที่ซื้อขายในตลาด (Mark to Market Options Premium) หรือเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ครับ [Margin Requirement = Max(A, B) + Mark to Market Options Premium]
clip_image002[3]สำหรับ ค่าหลักประกันความเสี่ยง (A, B) ที่ใช้ในการคำนวณหลักประกันจะแตกต่างกันไปตามประเภทของหลักประกัน โดย IM จะมีค่า A เท่ากับ 10,000 บาทหักด้วย Out of the Money Value สำหรับ MM และ FM ตัวเลข 10,000 บาทจะเปลี่ยนเป็น 7,000 บาทและ 3,000 บาทตามลำดับ ส่วนค่า B นั้นจะเท่ากับ 1,500 บาททุกกรณีครับ
clip_image002[4]โดย Out of the Money Value (OTM Value) คำนวณจากส่วนต่างของราคาใช้สิทธิกับราคาตลาดของดัชนี SET50 คูณด้วยตัวคูณดัชนี สำหรับคอลออปชัน OTM Value จะเท่ากับมูลค่าสูงสุดระหว่างราคาใช้สิทธิลบด้วยดัชนี SET50 กับศูนย์ แล้วคูณด้วย 200 บาท ส่วนพุทออปชัน OTM Value จะเท่ากับ มูลค่าสูงสุดระหว่างระดับดัชนี SET50 ลบด้วยราคาใช้สิทธิ กับศูนย์ แล้วคูณด้วย 200 บาท
clip_image002[5]จาก หลักการข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าค่าประกันความเสี่ยง (A) จะเท่ากับ 1 ใน 5 ของหลักประกันฟิวเจอร์สรวมกับราคาตลาด (พรีเมียม) ของออปชันตัวนั้น เพียงแต่หากออปชันนั้นเป็น OTM โอกาสในการที่จะถูกใช้สิทธิก็ลดลงจึงนำมาหักกลบในส่วนหลักประกันที่จะเรียก ด้วย โดยมีการกำหนดหลักประกันขั้นต่ำที่ 1,500 บาทต่อสัญญา (B)
clip_image002[6]ยก ตัวอย่างง่ายๆ ครับ นาย ก ซื้อ S50Z07C650 จำนวน 1 สัญญา ที่ราคา 44.50 จุด ระดับดัชนี SET50 อยู่ที่ 640 จุด ณ วันที่ซื้อ นาย ก จะต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อยเท่ากับค่าพรีเมียม = 44.50x200 = 8,900 บาท (ไม่รวมค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วนนาย ข ในฐานะผู้ขาย จะต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อยเท่ากับหลักประกันขั้นต้น โดย OTM Value จะมีค่าเท่ากับ Max(650-640, 0)*200 = 2,000 บาท ส่งผลให้ A = 10,000-2,000 = 8,000 ซึ่งสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ B ที่ 1,500 บาท ดังนั้น IM ที่ต้องวางจะเท่ากับ 8,000 + 8,900 = 16,900 บาทครับ
clip_image002[7]นอก จากนี้ เรายังมีวิธีการคำนวณหลักประกันในกรณีที่ซื้อขายออปชันแบบกลยุทธ์ ซึ่งวิธีคำนวณก็จะแตกต่างกันไปครับ ดังนั้น ผู้ที่สนใจจะซื้อขายออปชันสามารถศึกษาเรื่องการวางหลักประกันเพิ่มเติมได้ ที่ www.TrinityQuickTrade.com สำหรับคราวหน้าเราจะคุยกันถึงเรื่องกลยุทธ์ในการซื้อขายออปชันกันครับ

อ่านต่อตอนที่8

ตอนที่ 8: อยากได้มาก แต่เสียน้อย Long Call

Options9 clip_image001
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่เราทำความรู้จักกับเจ้า SET50 Index Options กันมาพอสมควรแล้ว วันนี้เราจะมาศึกษากลยุทธ์การทำกำไรจากออปชันกันครับ โดยเริ่มจากการซื้อคอลออปชัน หรือ Long Call กันก่อน
clip_image003คอ ลออปชันเป็นสิทธิที่ผู้ซื้อได้รับจากผู้ขายในการเลือกที่จะซื้อสินค้าอ้าง อิงได้ในราคา และระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ด้วยความที่ผู้ซื้อมี "สิทธิ" นี้เอง ผู้ซื้อจึงต้องจ่ายค่าคอลออปชันหรือพรีเมียมให้แก่ผู้ขาย
clip_image003[1]ทั้ง นี้ เมื่อออปชันครบกำหนดอายุ ผู้ถือคอลออปชันจะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดของ สินค้าอ้างอิง ดังนั้น กลยุทธ์ Long Call นี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มองว่าราคาสินค้าอ้างอิงจะแกว่งตัวแรงในทิศทางที่ สูงขึ้นในอนาคต
clip_image003[2]ยก ตัวอย่างเช่น สมมติให้ปัจจุบันดัชนี SET50 อยู่ที่ 650 จุด นาย ก คาดว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่าปัจจุบันค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจซื้อ S50Z07C650 จำนวน 1 สัญญา ในราคา 30 จุด หรือ 30x200 = 6,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนธันวาคม นาย ก จะตัดสินใจใช้สิทธิหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้สิทธิแล้วคุ้มหรือไม่ โดยพิจารณาจากระดับดัชนี SET50 ณ วันหมดอายุ หากดัชนี SET50 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 700 จุด นาย ก จะได้รับกำไรจากการใช้สิทธิเท่ากับ 700-650 = 50 จุด หักต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วได้กำไรทั้งสิ้น (50-30)x200 = 4,000 บาท ครับ ในกรณีนี้ นาย ก ก็จะใช้สิทธิ
clip_image003[3]แต่ ถ้า SET50 ณ สิ้นเดือนธันวาคม อยู่ที่ 670 จุด แม้นาย ก จะสามารถซื้อ SET50 ได้ราคาต่ำกว่าราคาตลาด 670-650 = 20 จุด แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วจะขาดทุน (30-20)x200 = 2,000 บาทครับ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าใช้สิทธิแล้วจะขาดทุน นาย ก ก็ควรเลือกที่จะใช้สิทธิ เพราะเมื่อเทียบกับการปล่อยให้ออปชันหมดอายุและเสียพรีเมียม 6,000 บาทไปเฉยๆ การใช้สิทธิแล้วขาดทุน 2,000 บาท จึงดูสมเหตุสมผลกว่าจริงไหมครับ
clip_image003[4]อย่าง ไรก็ตาม หากดัชนี SET50 ณ วันหมดอายุ ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ คือลดลงเหลือเพียง 640 จุด หาก นาย ก ใช้สิทธิจะขาดทุนเท่ากับ (650-640)x200 = 2,000 บาท หักต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วขาดทุน 2,000+6,000 = 8,000 บาท กรณีนี้ นาย ก ก็จะปล่อยให้ออปชันนั้นหมดอายุไป และยอมขาดทุนเท่ากับพรีเมียม 6,000 บาท
clip_image003[5]จะ เห็นได้ว่าในสถานการณ์ที่ผู้ถือคอลออปชันเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้ถือคอลออปชันจะขาดทุนได้สูงสุดไม่เกินพรีเมียมที่จ่ายซื้อออปชันไปในตอน แรกครับ ดังนั้น การ Long Call จึงมีประโยชน์ในด้านการจำกัดผลขาดทุน ในขณะที่กำไรที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นก็มีได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับว่าราคาสินค้าอ้างอิงนั้นเพิ่มสูงขึ้นแค่ไหนครับ
clip_image003[6]ด้วย ข้อดีแบบนี้นี่เองครับที่ทำให้ราคาหรือพรีเมียมของคอลออปชันจะค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอลออปชันที่ At-the-Money และ In-the-Money ดังนั้น การซื้อขายออปชันจึงต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมากนะครับ เพราะโอกาสที่จะเสียค่าพรีเมียมไปเปล่าๆ ก็มีสูงเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ทิศทางตลาดของนักลงทุนเป็นหลักครับ
clip_image003[7]ทั้ง นี้ หากนักลงทุนไม่ต้องการถือออปชันจนหมดอายุ ก็สามารถขายคอลออปนั้นเพื่อทำกำไร (หรือตัดขาดทุน) ในกรณีที่ราคาออปชันปรับตัวสูงขึ้น (หรือลดลง) โดยราคาคอลออปชันบน SET50 ก็จะขึ้นอยู่กับระดับดัชนี SET50 เป็นหลัก หาก SET50 ปรับตัวสูงขึ้น ราคาคอลออปชันก็จะสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ ความผันผวนของระดับดัชนี SET50 ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง หาก SET50 มีความผันผวนมาก โอกาสที่คอลออปชันจะ In-the-Money ก็มีมากขึ้น ราคาคอลออปชันก็จะสูงขึ้นด้วย สุดท้าย เป็นเรื่องของเวลาครับ ถ้าออปชันเหลือเวลาน้อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 30 วันสุดท้าย มูลค่าทางเวลาลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโอกาสที่ดัชนี SET50 จะดีดตัวสูงขึ้นก็มีน้อยลง ราคาออปชันในช่วงนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วครับ ดังนั้น กลยุทธ์ Long Call จึงไม่เหมาะกับออปชันที่เหลืออายุน้อยๆ นะครับ
clip_image003[8]เป็น อย่างไรกันบ้างครับ กลยุทธ์แรกที่เราได้ศึกษากัน น่าสนใจไหมครับ แต่ยังมีอีกหลายกลยุทธ์ที่จะแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกันครับ คราวหน้าเราจะมีคุยกันต่อกับสถานะ Long Put กัน ต้องติดตามนะครับ

อ่านต่อตอนที่9

ตอนที่ 9: Long Put ทำกำไรในตลาดขาลงแบบเสี่ยงน้อย

clip_image001 Options10
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน คงได้ติดตามการซื้อขาย SET 50 Index Options ในตลาด TFEX กันมาบ้างแล้วนะครับ เพราะตลาด TFEX เปิดทำการซื้อขาย Options กันไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา บางท่านอาจทดลองซื้อขายกันบ้างแล้วด้วยสำหรับกลยุทธ์การ Long Call ที่เราได้ศึกษากันไปในตอนที่แล้ว วันนี้เราจะมาเพิ่มเติมความรู้สำหรับกลยุทธ์การทำกำไรในตลาดขาลง กับการ Long Put กันครับ
clip_image003พุ ทออปชันเป็นสิทธิที่ผู้ซื้อได้รับจากผู้ขายในการเลือกที่จะขายสินค้าอ้างอิง ได้ในราคา และระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ผู้ซื้อจึงต้องจ่ายพรีเมียมให้แก่ผู้ขาย เช่นเดียวกับการซื้อคอลออปชันครับ
clip_image003[1]ข้อ แตกต่างระหว่างการ Long Call กับ Long Put จะต่างกันตรงการคาดการณ์ของนักลงทุนเป็นหลัก โดยเมื่อออปชันครบกำหนดอายุ ผู้ถือพุทออปชันจะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อราคาใช้สิทธินั้นสูงกว่าราคาตลาดของ สินค้าอ้างอิง ดังนั้น การ Long Put จึงเหมาะกับผู้ที่คาดว่าตลาดจะแกว่งตัวลงแรงในอนาคต ซึ่งตรงกันข้ามกับกรณี Long Call โดยสิ้นเชิงครับ
clip_image003[2]ตัวอย่าง เช่น สมมติให้ปัจจุบันดัชนี SET50 อยู่ที่ 650 จุด นาย ก คาดว่าเศรษฐกิจจะซบเซา และดัชนี SET50 จะลดต่ำลงกว่าปัจจุบันค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจซื้อ S50Z07P650 จำนวน 1 สัญญา ในราคา 30 จุด หรือ 30x200 = 6,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนธันวาคม นาย ก จะตัดสินใจใช้สิทธิหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับดัชนี SET50 ณ วันหมดอายุ หากดัชนี SET50 ลดลงเหลือ 600 จุด นาย ก จะได้กำไรจากการใช้สิทธิเท่ากับ 650-600 = 50 จุด หักต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วได้กำไรทั้งสิ้น (50-30)x200 = 4,000 บาท ครับ ในกรณีนี้ นาย ก ก็จะใช้สิทธิ
clip_image003[3]แต่ ถ้า SET50 ณ สิ้นเดือนธันวาคม อยู่ที่ 630 จุด แม้นาย ก จะสามารถขาย SET50 ได้ราคาสูงกว่าราคาตลาด 650-630 = 20 จุด แต่เมื่อหักต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วจะขาดทุน (30-20)x200 = 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ว่าใช้สิทธิแล้วจะขาดทุน นาย ก ก็ควรเลือกที่จะใช้สิทธิ เพราะอย่างน้อยก็ขาดทุนน้อยกว่าการปล่อยให้ออปชันหมดอายุไปเฉยๆ ครับ
clip_image003[4]อย่าง ไรก็ตาม หากดัชนี SET50 ณ วันหมดอายุ ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ คือเพิ่มสูงขึ้นเป็น 660 จุด หาก นาย ก ใช้สิทธิจะขาดทุนเท่ากับ (650-660)x200 = 2,000 บาท รวมต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วขาดทุน 2,000+6,000 = 8,000 บาท กรณีนี้ นาย ก ก็จะปล่อยให้ออปชันนั้นหมดอายุไป และยอมขาดทุนเท่ากับพรีเมียม 6,000 บาท
clip_image003[5]จะ เห็นได้ว่ากลยุทธ์ Long Put นี้มีลักษณะเหมือนการซื้อประกันครับ คือเราต้องจ่ายพรีเมียมหรือเบี้ยประกันไปก่อน หากไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้น (หุ้นไม่ตก) ก็จะเสียพรีเมียมส่วนนั้นไปฟรีๆ แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ (หุ้นตก) เราก็จะได้รับเงินชดเชยส่วนหนึ่ง ซึ่งเปรียบได้กับกำไรที่ได้รับจากการใช้สิทธินั่นเองครับ การให้ผลกำไรในตลาดขาลงนี่เองที่ทำให้นักลงทุนส่วนมากนิยมการ Long Put เพื่อลดความเสี่ยงจากการถือหลักทรัพย์ชนิดอื่นๆ
clip_image003[6]ทั้ง นี้ หากไม่ต้องการถือออปชันจนหมดอายุ ก็สามารถขายพุทออปชันนั้นเพื่อทำกำไร (หรือตัดขาดทุน) ในกรณีที่ราคาออปชันปรับตัวสูงขึ้น (หรือลดลง) โดยราคาพุทออปชันบน SET50 จะขึ้นอยู่กับระดับดัชนี SET50 เป็นหลัก หาก SET50 ปรับตัวลดลง ราคาพุทออปชันก็จะสูงขึ้น เพราะโอกาสที่จะใช้สิทธิมีมากขึ้น ส่วนความผันผวนของดัชนี SET50 และอายุคงเหลือของออปชัน ก็มีผลต่อราคาพุทออปชันเช่นเดียวกับกรณีของคอลออปชัน กล่าวคือ หากดัชนี SET50 แกว่งตัวค่อนข้างแรง โอกาสที่พุทออปชันจะ In-the-Money ก็มีมากขึ้น ราคาพุทออปชันก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และหากออปชันเหลือเวลาน้อยๆ โอกาสที่ดัชนี SET50 ลดลงแรงก็มีน้อย ราคาพุทออปชันในช่วงนี้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทั้งกลยุทธ์ Long Call และ Long Put จึงไม่เหมาะกับออปชันที่เหลืออายุน้อยๆ ครับ
clip_image003[7]เป็น อย่างไรกันบ้างครับ การ Long Put เพื่อทำกำไรช่วงตลาดขาลง หรือใช้กลยุทธ์นี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของ Portfolio ก็จะมีประโยชน์อย่างมากเลยครับ ได้กลยุทธ์เพิ่มอีกแล้ว อาจจะลองทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของราคา Put Options ในตลาดกันเพิ่มขึ้น คราวหน้าเราจะมาดูผลตอบแทนจากการขายคอลออปชันหรือ Short Call กัน ต้องติดตามนะครับ

อ่านต่อตอนที่10

ตอนที่ 10: ซึมขึ้น Short Put ซึมลง Short Call

Options11 clip_image001
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับผลตอบแทนของผู้ซื้อคอลออปชันและพุทออปชันกันไป แล้ว หวังว่าคงได้ลองเอาไปปรับใช้กับการซื้อขาย SET50 Index Options กันบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาศึกษาผลตอบแทนของผู้ขายออปชันกันบ้างครับ
clip_image003ทบทวน กันนิดนึงครับว่าคอลออปชันนั้นเป็นการให้สิทธิผู้ซื้อในการ "ซื้อ" ในขณะที่พุทออปชันจะให้สิทธิผู้ซื้อในการ "ขาย" สินทรัพย์อ้างอิง ในราคาและระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อออปชันจะใช้สิทธินั้นหรือไม่ก็ได้ ในขณะที่ผู้ขายมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา เมื่อผู้ซื้อต้องการใช้สิทธิ ซึ่งสถานะขายออปชันนี้เราเรียกว่า Short Options ซึ่งแบ่งเป็น Short Put กับ Short Call ครับ
clip_image003[1]โดย ทั่วไปการคาดการณ์แนวโน้มตลาดของผู้ซื้อกับผู้ขายจะตรงข้ามกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ซื้อคอลออปชันคาดว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ในขณะที่ผู้ขายคาดว่าตลาดจะแกว่งตัวลง เมื่อผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิซื้อดัชนี SET50 ในอนาคต ตนเองก็จะได้รับพรีเมียมไปฟรีๆ ในทางตรงกันข้ามผู้ซื้อพุทออปชันคาดการณ์ว่าตลาดจะปรับตัวลง แต่ผู้ขายคาดว่าตลาดจะแกว่งขึ้น เช่นเดียวกันเมื่อผู้ถือพุทออปชันไม่ใช้สิทธิ ผู้ขายก็จะได้รับกำไรเป็นค่าพรีเมียม
clip_image003[2]ท่าน ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าถ้าคาดว่าตลาดจะลงทำไมไม่ Long Put แทนที่จะ Short Call หรือถ้าคิดว่าตลาดจะขึ้นทำไมไม่ Long Call แทนการ Short Put ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ที่ กระแสเงินสดสำหรับการซื้อและการขายครับ เนื่องจากการซื้อหรือ Long Options ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินออกไปก่อน แต่การ Short Options นั้น ผู้ขายจะเป็นผู้ได้รับเงินก่อน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ลักษณะการแกว่งตัวของสินค้าอ้างอิงด้วย หากคาดว่าตลาดจะซึมๆ คือขึ้นก็ขึ้นไม่มาก ลงก็ลงไม่หนัก ในกรณีนี้การ Short Options จะได้เปรียบกว่า เพราะเพียงแค่ออปชันนั้น Out of the Money ไปเพียงนิดเดียว ผู้ซื้อก็จะไม่ใช้สิทธิ และผู้ขายจะได้รับพรีเมียมนั้นไปฟรีๆ ทันทีครับ
clip_image003[3]จาก การที่ผู้ซื้อออปชันเป็นผู้มีสิทธิเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ผลตอบแทนของผู้ขายออปชันจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจใช้สิทธิของผู้ซื้อเป็น สำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากการซื้อขายออปชันเป็น Zero Sum Game ผู้ซื้อได้กำไร ผู้ขายก็ต้องขาดทุน ดังนั้นผลตอบแทนของผู้ขายจะตรงข้ามกับผลตอบแทนของผู้ซื้อพอดี โดยการ Short Call จะตรงข้ามกับการ Long Call และการ Short Put ก็จะตรงข้ามกับการ Long Put ครับ ทั้งนี้ เราได้ยกตัวอย่างกำไรขาดทุนของการ Long Call และ Long Put กันไปแล้ว ดังนั้น วันนี้จึงขอไม่ยกตัวอย่างการ Short Call และ Short Put นะครับ คิดง่ายๆ คือตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง กรณีใดที่ผู้ซื้อใช้สิทธิ ผู้ขายจะขาดทุน และถ้าผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิผู้ขายก็จะได้กำไรครับ
clip_image003[4]นอก จากนี้ สิ่งที่พึงจดจำไว้เสมอก็คือกลยุทธ์ Long Call และ Long Put นั้น ให้ผลกำไรไม่จำกัด แต่ขาดทุนไม่เกินพรีเมียม ดังนั้น การ Short Call และ Short Put จึงให้ผลขาดทุนที่ไม่จำกัด ในขณะที่กำไรสูงสุดจะไม่เกินค่าพรีเมียมครับ การขาดทุนไม่จำกัดนี้เองที่ทำให้ผู้ขายออปชันต้องวางหลักประกันหรือมาร์จิ้น (Margin) เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้ แม้จะดูว่าค่อนข้างเสี่ยง กำไรจำกัด รวมถึงต้องวางหลักประกันก่อนการขาย แต่กลยุทธ์การ Short Options นั้นก็มีข้อได้เปรียบตรงที่ได้เงินก่อน และตลาดแกว่งถูกทางนิดเดียวก็ได้กำไรแล้ว กลยุทธ์นี้จึงเป็นที่นิยมไม่แพ้การ Long Options ครับ
clip_image003[5]ใน กรณีที่ไม่ต้องการรอจนออปชันหมดอายุ ผู้ขายก็สามารถซื้อออปชันตัวเดียวกันนั้นเพื่อเป็นการล้างสถานะได้ครับ โดยหากคอลหรือพุทออปชันในตลาดมีราคาต่ำลง การซื้อออปชันเพื่อปิดสถานะขายก็จะได้กำไร เพราะขายได้แพง แต่ซื้อกลับได้ในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งราคาของคอลและพุทออปชันก็จะขึ้นกับราคาสินค้าอ้างอิงเป็นหลักตามที่ กล่าวไปในคราวที่แล้ว คือ ราคาคอลออปชันจะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับดัชนี SET50 ส่วนราคาพุทออปชันจะเคลื่อนไหวในทิศตรงข้ามครับ
clip_image003[6]เป็น อย่างไรกันบ้าง Short Call และ Short Put ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมครับ ในครั้งหน้าเราจะมีศึกษากลยุทธ์การถือ Futures ร่วมกับการ Short Call Options กัน ต้องติดตามครับ

อ่านต่อตอนที่11

ตอนที่ 11: ลดต้นทุนพอร์ทด้วย Covered Call

Options13
clip_image001 ช่วงนี้ตลาดผันผวนจริงๆ ครับ ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คนยังเชื่อว่าตลาดจะขึ้นอยู่เลย แต่สัปดาห์นี้ตลาดกลับแกว่งตัวลงอีกแล้ว หากใคร Long Futures ไว้แล้วยังไม่ได้ปิดสถานะ มาลองฟังทางนี้ดูครับ เรามีกลยุทธ์ที่ช่วยคุณได้ที่เรียกว่า Covered Call ครับ
clip_image003Covered Call จริงๆ แล้วเป็นการ Long Futures ควบคู่ไปกับการ Short Call ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าการ Long Futures ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่คาดว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น ในขณะที่การ Short Call จะเหมาะสำหรับแนวโน้มตลาดขาลงนั้น กลยุทธ์ที่แตกต่างกันนี้ เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีประโยชน์อย่างไร ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนครับว่ากลยุทธ์นี้ จุดประสงค์หลักจะเน้นเพื่อลดความเสี่ยงมากกว่าเน้นการทำกำไรครับ
clip_image003[1]โดย กลยุทธ์นี้เหมาะกับนักลงทุนที่มองว่าตลาดจะปรับตัวขึ้น และได้ Long Futures เอาไว้ก่อนแล้ว แต่มีความกังวลว่าตลาดอาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่มาก และมีความเป็นไปได้ที่ตลาดจะปรับตัวลง จึงได้ทำการลดความเสี่ยงโดยการ Short Call เพื่อรับพรีเมียมเป็นการลดต้นทุนของพอร์ท และลดผลขาดทุนในกรณีที่ตลาดปรับตัวลงได้ในระดับหนึ่ง
clip_image003[2]ตัวอย่าง เช่น นาย ก คาดว่าดัชนี SET50 น่าจะปรับตัวสูงขึ้น จึงซื้อฟิวเจอร์ส S50Z07 ที่ราคา 650 จุด ต่อมาเมื่อใกล้ถึงวันหมดอายุ นาย ก เริ่มกังวลว่าตลาดอาจจะขึ้นได้ไม่มากหรืออาจจะปรับตัวลง จึงลดความเสี่ยงด้วยการขายคอลออปชัน S50Z07C670 จำนวน 5 สัญญา ที่ราคา 30 จุด ได้รับค่าพรีเมียม 30,000 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากตัวคูณดัชนีของฟิวเจอร์สคิดเป็น 5 เท่าของออปชัน ดังนั้น ในการทำ Covered Call การ Long Futures 1 สัญญา จะจับคู่กับการ Short Call ได้อย่างมากที่สุด 5 สัญญาครับ
clip_image003[3]เมื่อ ถึงสิ้นเดือนธันวาคม หากดัชนี SET50 ขึ้นไปอยู่ที่ 720 จุด นาย ก จะได้กำไรจากการถือฟิวเจอร์ส (720-650)x1,000 = 70,000 บาท แต่มีผลขาดทุนจากการ Short Call (720-670-30)x200x5 = 20,000 บาท สุทธิแล้วได้กำไรทั้งสิ้น 50,000 บาท ทั้งนี้ หากดัชนี SET50 ปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก โดยไปปิดที่ 670 จุด นาย ก จะได้กำไรจากการถือฟิวเจอร์ส (670-650)x1,000 = 20,000 บาท และได้พรีเมียมจากการ Short Call ไปฟรีๆ เนื่องจากผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิอีก 30,000 บาท รวมแล้วได้กำไร 50,000 บาท เท่ากับกรณีแรก
clip_image003[4]ใน ทางตรงข้าม หากดัชนี SET 50 ไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นตามที่คาดไว้ โดยปิดที่ 650 จุด เท่ากับราคาฟิวเจอร์สที่ซื้อไว้ นาย ก ก็จะไม่ได้รับกำไรจากการถือฟิวเจอร์ส แต่ยังคงได้ค่าพรีเมียมจากการ Short Call จำนวน 30,000 บาท แต่ถ้าดัชนี SET50 กลับปรับตัวลดลงไปปิดที่ 620 จุด นาย ก จะขาดทุนจากการซื้อฟิวเจอร์สจำนวน (650-620)x1,000 = 30,000 บาท แต่ผลขาดทุนนั้นก็ได้รับการชดเชยจากค่าพรีเมียมในการ Short Call สุทธิแล้ว นาย ก ไม่ได้ไม่เสียจากการทำ Covered Call
clip_image003[5]อย่าง ไรก็ตาม หากดัชนี SET50 ปรับตัวลงต่ำกว่า 620 จุด โดยปิดที่ 600 จุด นาย ก จะขาดทุนจากการซื้อฟิวเจอร์ส (650-600)x1,000 = 50,000 บาท แต่ได้ชดเชยจากค่าพรีเมียม สุทธิแล้วขาดทุนเท่ากับ 20,000 บาท แม้ในกรณีนี้ นาย ก จะขาดทุน แต่ก็ขาดทุนน้อยกว่าการถือฟิวเจอร์สเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีค่าพรีเมียมจากการ Short Call เป็นตัวช่วยลดต้นทุนและพยุงความเสี่ยงของพอร์ทโดยรวม
clip_image003[6]จะ เห็นได้ว่าผลตอบแทนของกลยุทธ์นี้ จะคล้ายกับการขายพุทออปชัน S50Z07P670 ที่ราคา 50 จุด จำนวน 5 สัญญา กล่าวคือ หากดัชนี SET50 เพิ่มขึ้นมากกว่า 620 จุด ผู้ขายพุทออปชันจะได้รับกำไรสูงสุดไม่เกินค่าพรีเมียม 50,000 บาท แต่ในกรณีที่ SET50 ปรับตัวลงต่ำกว่า 620 จุด ผู้ขายพุทออปชันก็จะมีผลขาดทุนได้ไม่จำกัด แต่การทำ Covered Call นั้น จะเหมาะกับนักลงทุนที่มีสถานะ Long Futures อยู่ก่อนแล้ว การขายคอลออปชันจะช่วยเปลี่ยนสถานะสุทธิของพอร์ทให้เป็นการ Short Put ครับ
clip_image003[7]ทั้ง นี้ หากไม่ต้องการรอจนหมดอายุ ก้อสามารถแยกปิดสถานะ Long Futures กับ Short Call ได้ โดยผลตอบแทนของ Short Call ก็จะวิ่งสวนทางกับการ Long Futures ตามที่เคยกล่าวมาแล้วในครั้งก่อนครับ
clip_image003[8]เป็น อย่างไรกันบ้างครับ การทำ Covered Call เพื่อลดต้นทุนของพอร์ท คราวหน้าเราจะมาดูการทำประกันพอร์ทโดยการ Short Put ดูบ้าง ต้องติดตามครับ

อ่านต่อตอนที่12

Bookmark and Share

POPULAR POSTS

PLEASE VOTE @sset4blog IF Y0U LIKE

SOCIAL COMMENTS

ผู้ติดตาม