หน้าเว็บ

ตอนที่ 8: อยากได้มาก แต่เสียน้อย Long Call

Options9 clip_image001
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่เราทำความรู้จักกับเจ้า SET50 Index Options กันมาพอสมควรแล้ว วันนี้เราจะมาศึกษากลยุทธ์การทำกำไรจากออปชันกันครับ โดยเริ่มจากการซื้อคอลออปชัน หรือ Long Call กันก่อน
clip_image003คอ ลออปชันเป็นสิทธิที่ผู้ซื้อได้รับจากผู้ขายในการเลือกที่จะซื้อสินค้าอ้าง อิงได้ในราคา และระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ด้วยความที่ผู้ซื้อมี "สิทธิ" นี้เอง ผู้ซื้อจึงต้องจ่ายค่าคอลออปชันหรือพรีเมียมให้แก่ผู้ขาย
clip_image003[1]ทั้ง นี้ เมื่อออปชันครบกำหนดอายุ ผู้ถือคอลออปชันจะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดของ สินค้าอ้างอิง ดังนั้น กลยุทธ์ Long Call นี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มองว่าราคาสินค้าอ้างอิงจะแกว่งตัวแรงในทิศทางที่ สูงขึ้นในอนาคต
clip_image003[2]ยก ตัวอย่างเช่น สมมติให้ปัจจุบันดัชนี SET50 อยู่ที่ 650 จุด นาย ก คาดว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่าปัจจุบันค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจซื้อ S50Z07C650 จำนวน 1 สัญญา ในราคา 30 จุด หรือ 30x200 = 6,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนธันวาคม นาย ก จะตัดสินใจใช้สิทธิหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้สิทธิแล้วคุ้มหรือไม่ โดยพิจารณาจากระดับดัชนี SET50 ณ วันหมดอายุ หากดัชนี SET50 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 700 จุด นาย ก จะได้รับกำไรจากการใช้สิทธิเท่ากับ 700-650 = 50 จุด หักต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วได้กำไรทั้งสิ้น (50-30)x200 = 4,000 บาท ครับ ในกรณีนี้ นาย ก ก็จะใช้สิทธิ
clip_image003[3]แต่ ถ้า SET50 ณ สิ้นเดือนธันวาคม อยู่ที่ 670 จุด แม้นาย ก จะสามารถซื้อ SET50 ได้ราคาต่ำกว่าราคาตลาด 670-650 = 20 จุด แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วจะขาดทุน (30-20)x200 = 2,000 บาทครับ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าใช้สิทธิแล้วจะขาดทุน นาย ก ก็ควรเลือกที่จะใช้สิทธิ เพราะเมื่อเทียบกับการปล่อยให้ออปชันหมดอายุและเสียพรีเมียม 6,000 บาทไปเฉยๆ การใช้สิทธิแล้วขาดทุน 2,000 บาท จึงดูสมเหตุสมผลกว่าจริงไหมครับ
clip_image003[4]อย่าง ไรก็ตาม หากดัชนี SET50 ณ วันหมดอายุ ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ คือลดลงเหลือเพียง 640 จุด หาก นาย ก ใช้สิทธิจะขาดทุนเท่ากับ (650-640)x200 = 2,000 บาท หักต้นทุนค่าพรีเมียม สุทธิแล้วขาดทุน 2,000+6,000 = 8,000 บาท กรณีนี้ นาย ก ก็จะปล่อยให้ออปชันนั้นหมดอายุไป และยอมขาดทุนเท่ากับพรีเมียม 6,000 บาท
clip_image003[5]จะ เห็นได้ว่าในสถานการณ์ที่ผู้ถือคอลออปชันเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้ถือคอลออปชันจะขาดทุนได้สูงสุดไม่เกินพรีเมียมที่จ่ายซื้อออปชันไปในตอน แรกครับ ดังนั้น การ Long Call จึงมีประโยชน์ในด้านการจำกัดผลขาดทุน ในขณะที่กำไรที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นก็มีได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับว่าราคาสินค้าอ้างอิงนั้นเพิ่มสูงขึ้นแค่ไหนครับ
clip_image003[6]ด้วย ข้อดีแบบนี้นี่เองครับที่ทำให้ราคาหรือพรีเมียมของคอลออปชันจะค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอลออปชันที่ At-the-Money และ In-the-Money ดังนั้น การซื้อขายออปชันจึงต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมากนะครับ เพราะโอกาสที่จะเสียค่าพรีเมียมไปเปล่าๆ ก็มีสูงเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ทิศทางตลาดของนักลงทุนเป็นหลักครับ
clip_image003[7]ทั้ง นี้ หากนักลงทุนไม่ต้องการถือออปชันจนหมดอายุ ก็สามารถขายคอลออปนั้นเพื่อทำกำไร (หรือตัดขาดทุน) ในกรณีที่ราคาออปชันปรับตัวสูงขึ้น (หรือลดลง) โดยราคาคอลออปชันบน SET50 ก็จะขึ้นอยู่กับระดับดัชนี SET50 เป็นหลัก หาก SET50 ปรับตัวสูงขึ้น ราคาคอลออปชันก็จะสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ ความผันผวนของระดับดัชนี SET50 ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง หาก SET50 มีความผันผวนมาก โอกาสที่คอลออปชันจะ In-the-Money ก็มีมากขึ้น ราคาคอลออปชันก็จะสูงขึ้นด้วย สุดท้าย เป็นเรื่องของเวลาครับ ถ้าออปชันเหลือเวลาน้อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 30 วันสุดท้าย มูลค่าทางเวลาลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโอกาสที่ดัชนี SET50 จะดีดตัวสูงขึ้นก็มีน้อยลง ราคาออปชันในช่วงนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วครับ ดังนั้น กลยุทธ์ Long Call จึงไม่เหมาะกับออปชันที่เหลืออายุน้อยๆ นะครับ
clip_image003[8]เป็น อย่างไรกันบ้างครับ กลยุทธ์แรกที่เราได้ศึกษากัน น่าสนใจไหมครับ แต่ยังมีอีกหลายกลยุทธ์ที่จะแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกันครับ คราวหน้าเราจะมีคุยกันต่อกับสถานะ Long Put กัน ต้องติดตามนะครับ

อ่านต่อตอนที่9

Bookmark and Share

POPULAR POSTS

PLEASE VOTE @sset4blog IF Y0U LIKE

SOCIAL COMMENTS

ผู้ติดตาม